อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชนผ่านทางออนไลน์ การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล การฉ้อโกงทางการเงิน การแฮ็กทางไซเบอร์ หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อการกระทำผิดรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเงินที่ได้จากการทำผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีไปซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบการทำธุรกรรมและการระงับธุรกรรม การใช้บริการโทรคมนาคมเพื่อกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการนำข้อมูลของบุคคลหรือผู้ถึงแก่กรรมมาใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าว พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนสร้างความเสียหายทั้งต่อประชาชน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินการตามกฎหมายเดิมอาจไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถรับมือกับภัยคุกคามทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้อย่างทันท่วงที การออกกฎหมายเพื่อควบคุม ป้องกัน และจัดการอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพที่มีพัฒนาการเพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง นั่นจึงเป็นที่มาของ “พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568” ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566[1] เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เครือข่ายโทรศัพท์ และสถาบันการเงิน มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย และให้คณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สามารถพิจารณาคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจนมีคำสั่งถึงที่สุดก่อน นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงอาชญากรรมออนไลน์ต่าง ๆ โดยพระราชกำหนดฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568